กลวิธียกระดับหงส์จากหลุม

สถานการณ์ของลิเวอร์พูลในขณะนั้น หากเป็นผู้เจ็บป่วยติดเตียง อาการมีแต่ทรงกับทรุด
แพ้ติดอยู่บ้านสองครั้งติดต่อกัน ทั้งที่ก่อนโดนสวอนซีบุกคลำคมเมื่อวันเสาร์ หงส์แดงพราวแพรวด์ลี่ พรีเซนต์ กระหยิ่มใจพรีเซนเทชั่นผลงานไม่มีพ่ายในแอนฟิลด์ ยาวนานผ่านปี
ข้อเท็จจริงวันนี้ไม่ตั้งใจเขียนถึงความพ่ายแพ้ที่จบทางไปเวมบลีย์ เพราะว่าไม่มีอะไรแปลกใหม่ จากที่เพิ่งแพ้ในดาร์บี้แมตช์ของศึก "หงส์สองตัวอยู่สระเดียวกันไม่ได้"
แต่หัวข้อที่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นอยู่กับลิเวอร์พูล จากชัยชนะแค่ครั้งเดียวใน 7 เกมทุกรายการ ตั้งแต่แมื่อออกสตาร์ตศักราชใหม่ แถมเป็นการชนะหืดจับเหนือกลุ่มต่ำดิวิชั่นกว่าจมหูอย่างพลีมัธ ผมคิดว่าทุกคนคงจะพอเพียงมีคำตอบอยู่บ้างแล้ว
สำคัญกว่านั้นคือการระดมความคิดเห็นหาทางออก เพราะว่าในเมื่อสถานการณ์ไม่ดีมาถึงจุดนี้ พบร คล็อปป์ ควรถึงเวลาลงมือทำอะไรหรือยัง เพื่อเปลี่ยนแปลง และก็ฉุดกลุ่มให้กลับขึ้นมาผงาดอีกครั้งผมสะสมมาเป็นข้อๆเท่าที่พอเพียงนึกได้ในห้วงยังเซ็งเป็ด เอ๊ย เซ็งหงส์
1. ฉีกแบบอย่างการเล่นทั้งระบบ สไตล์ และก็กระบวนการให้ต่างจากแพทเทิร์นเดิมๆบ่อยๆในขณะที่ยังมี ซาดิโอ มาเน่ ในสนาม
เพราะว่าจนกระทั่งบัดนี้ ผลงานชนะพลีมัธ แค่กลุ่มเดียวจาก 7 นัดหมาย และก็จำต้องใช้ช่องทางถึง 180 นาที เพื่อคว่ำกลุ่มระดับลีก ทู นี้ได้ สะท้อนชัดเจนว่าการขาดมาเน่ ทิ้งปัญหาใหญ่ขนาดเท่าหลุมจากระเบิดปรมาณูพบร คล็อปป์ ทราบนานแล้วว่าเขาไม่มีตัวแทนมาเน่ แบบ like for like หรือมีสไตล์คล้ายๆกัน ไม่ถึงขั้นว่าจำต้องเหมือน มาเน่ทำให้เกมบุกของลิเวอร์พูล ภายใต้หมาก 4-3-3 จุดติดมาทั้งครึ่งฤดูแรก จากการเป็นตัวรุกริมเส้นที่ถ่างตัวประกบออกจากตำแหน่ง และก็เปิดทางให้ตัวใส่อย่าง อดัม ลัลลาน่า หรือ เนธาเนียล ไคลน์ ทะลุขึ้นมาดำเนินการจะพิจารณาได้ว่าตั้งแต่มาเน่ไม่อยู่ ลิเวอร์พูลไม่สามารทำลายโซนรับคู่ปรับให้ฉีกให้ขาด หรือแตกออกมาได้เลยพร้อมๆกันคือฟอร์มของลัลลาน่า รวมถึงไคลน์ พากันหายเข้าก้อนเมฆไปด้วยเมื่อกึ่งกลางอาทิตย์กับนักบุญ คล็อปป์ยังซนยึดระบบนี้ แม้จะถอยลัลลาน่าลงมายืนในไลน์ของมิดฟิลด์ และก็ขยับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไปแทนตำแหน่งของมาเน่ โดยมี แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เป็นกองหน้าตัวเป้า
แต่ตลอด 45 ทุ่งนาตอนแรก เกมของลิเวอร์พูลยังมืดบอด ไม่มีวี่แววจะเอาชนะแนวรับของเซาธ์แฮมป์ตัน ที่ไม่ได้ใช้คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักจากตอนต้นฤดู อย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ โชเซ่ ฟอนเต้ ด้วย เพราะว่าการแก้แบบหนึ่งมักนำมาซึ่งการก่อให้เกิดปัญหาอีกอย่างหนึ่ง หลายๆจังหวะปรากฏว่าฟีร์มีโน่หุบมาทับไลน์เดียวกับสเตอร์ริดจ์ ส่วนการขึ้นเกมทางขวายังบอดดังเดิม มิหนำซ้ำแบ็กขวายังเป็นดาวรุ่งอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่แม้เล่นก้าวหน้าระดับหนึ่ง แต่เขาควรหามความคาดหมายในระดับไหน เป็นอีกกรณี
จนกระทั่งครึ่งหลัง คล็อปป์ขยับตำแหน่งการยืนเป็น 4-4-2 ไดมอนด์ ฟีร์มีโน่กับสเตอร์ริดจ์เป็นคู่กองหน้า คูตินโญ่เป็นหัวเพชร ถึงสามารถสร้างช่องทางได้มากเพิ่มขึ้น และก็ควรเห็นสกอร์อย่างน้อยๆ1-2 ประตู
เป็นอีกครั้งต่อจากนัดหมายแพ้สวอนซีเมื่อสุดสัปดาห์ ที่คล็อปป์เลือกออกสตาร์ตด้วยแผน 4-3-3 และก็เมื่อไม่ได้เรื่องถึงค่อยคิดเปลี่ยนแปลง
กับสวอนซีจำต้องรอคอยให้โดนสองเม็ด ค่อยกระตุกความกระฉับกระเฉง ส่วนเกมนี้ ลิเวอร์พูลไม่ได้เริ่มต้นด้วยผล 0-0 ครับผม แต่ตาม 0-1 จากนัดแรก แล้วทำไมถึงปลดปล่อยให้ตนเองเหลือเวลาเพียง 45 นาทีท้ายที่สุด
2. เว้นแต่ความเคลื่อนไหวในสนามแข่งแล้ว สิ่งที่ยากกว่าคือ คล็อปป์อาจจำต้องปรับวิธีทำงานนอกสนาม

อย่างที่เฟอร์กี้เคยวิเคราะห์ในตอนซัมเมอร์ ว่าจากการเล่าเรียนเกมนัดหมายชิงยูโรปา ลีก ระหว่างลิเวอร์พูล กับ เซบีคุณย่า เขาเห็นนักเตะหงส์แดงเหี่ยวปลาย รีบไม่ขึ้นในครึ่งหลัง
เหมือนกับ เรย์มงด์ แฟร์เฮเย่น โค้ชด้านฟิตเนสที่ผ่านเวทีฟุตบอลโลกมาแล้วสามสมัย กับฮอลแลนด์, ประเทศเกาหลีใต้ และก็รัสเซีย รวมถึงเคยเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้ เคร็ก เบลลามี่ ได้แสดงความเห็นกึ่งทำนายในเดือนสิงหาคมว่า สไตล์ทำทีมและก็การฝึกหัดที่เข้มข้นของคล็อปป์ จะมีผลให้ลิเวอร์พูลลำบากในตอนครึ่งฤดูหลังนาทีนั้น เด็กหงส์บางบุคคลสั่นหน้าไม่เชื่อแต่หลังเกมกับเซาธ์แฮมป์ตัน เจมี่ คาร์ราเกอร์ กล่าวว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ของหงส์แดง คือนักเตะดูล้า ขาไม่วิ่ง สปีดช้าลง และก็แพ้บ่อยขึ้นในการฉกฉวยบอลจังหวะสอง
เกมนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆนัดหมาย ที่เห็นนักเตะลิเวอร์พูลกลับมาใช้เกมเพรสซิ่งแบบเป็นหมู่คณะ เหมือนในขั้นแรกที่คล็อปป์เข้ามาคุม และก็จัดว่ากดดันกลุ่มเยี่ยมได้พอสมควร
แต่ก็ทำแบบมาๆหายๆเป็นพักๆไม่ต่อเนื่อง เหมือนจะบีบได้แล้ว แต่ท้ายที่สุดก็คลายออก ความฟิตของนักเตะจำต้องถูกเสนอคำถามว่าคล็อปป์รีดมันออกมาจนกระทั่งหมดถัง ไม่เหลือสักหยดแล้วหรือ 3. จงยอมรับเหอะว่าขุมกำลังชุดนี้ดีน้อยเกินไปจะต่อกรกับอีก 4-5 กลุ่มบนหัวตารางลิเวอร์พูลอาจมีกลุ่ม 11 ตัวจริงที่ดีไม่เป็นสองรองผู้ใด แต่อย่างที่เห็นเมื่อเกมไปสู่ตอนเข้าด้ายเข้าเข็ม และก็คล็อปป์เกือบจะไม่ขยับสลับตัว หรือใช้โควตาเปลี่ยนแปลงช้าเกินไป แทนที่จะเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ออกสตาร์ตครึ่งหลัง มันย่อมสะท้อนในทางหนึ่งว่า คล็อปป์อาจไม่เชื่อว่าผู้เล่นสำรองจะดำเนินงานได้ดีกว่าคนที่อยู่ในสนาม
การซื้อนักเตะใหม่ในตอนมกราคม อาจไม่ใช่รสนิยมส่วนตัวของคล็อปป์ และก็เขาก็มีส่วนถูกที่ว่ามันไม่ได้หาซื้อกันง่ายๆเหมือนที่คนจำนวนไม่น้อยคิด ด้วยต้นสายปลายเหตุหลายสิ่งหลายอย่าง
แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าของดีจะไม่มีให้สอยมาเสียเลย เอฟเวอร์ตันได้ มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน ไปเสริมดินแดนกึ่งกลาง บางเวลาเงื่อนไขบางข้อ ของดีราคาถูกเกินไปก็รออยู่ในตลาด
เวลาที่เหลืออีกไม่กี่วันก่อนตลาดวาย ยังพอเพียงทันให้คล็อปป์มองหาตัวเลือกใหม่ๆมาช่วยปั๊มหัวใจหงส์ที่เริ่มจะแผ่วเบาลง ดีกว่าปลดปล่อยให้ตายไปซึ่งๆหน้า
4. ทำทุกๆสิ่งทุกๆอย่างดังเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับวันรอคอยที่กำลังจะได้ ซาดิโอ มาเน่ กลับมาช่วยกลุ่มจากการไปทำศึกสงครามแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพไม่ได้แดกดันครับผม และก็ผมคงจะไม่ใช่แฟนหงส์ผู้เดียวที่คอยเช็กผลของเซเนกัล ด้วยความบริสุทธิ์ใจต้องการให้ตกรอบแต่ก่อนเวลาเลยด้วย ความคาดหมายหรืออีกนัยเรียกว่าแช่ง ย่อยยับตั้งแต่ผ่านสองนัดแรก เพราะว่าเซเนกัลปัดกวาด 6 แต้มเต็ม แถมมาเน่มีชื่อทำคะแนนได้ทั้งสองเกม
ผ่านเข้ารอบไปแบบสบายๆเตรียมเจอกับ "หมอผี" แคเมอรูน ในรอบก่อนรองฯ วันเสาร์นี้ ดูตามหน้าเสื่อ เซเนกัลเหนือกว่าอยู่ดี มีสิทธิ์อยู่ยาวผ่านถึงกุมภาพันธ์

มิดฟิลด์ตัวต้านในตำนาน

''ในตอนนี้ ผมได้รับมอบหมายให้เล่นเกมรับมากกว่าเดิม ผมต้องทำอะไรสักอย่างในช่วงเวลาที่ทีมแทงอล รวมทั้งแย่งมันคืนมาให้ได้ งานของผมคือการจัดการดินแดนกึ่งกลางให้นิ่ง ผมพร้อมปรับตัวไปตามคำสั่งของผู้เป็นเจ้านาย แต่ผมก็สามารถเล่นเกมรุกได้เช่นกัน'' นี่คือคำกล่าวให้การของ อันเดร์ เอรร่า อันบ่งบอกถึงหน้าที่รวมทั้งหน้าที่ของเขาปัจจุบันนี้นั่นคือมิดฟิลด์ตัวรับ
แถมเป็นมิดฟิลด์ตัวรับชนิดมือใหม่ฝึกทำลายเกมคู่ต่อสู้อีกต่างหาก แต่สถิติในการล้มล้างกลับเหนือกว่าผู้ที่มีความชำนาญทางด้านนี้อย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เสียอีกครับ ไม่ว่าจะเป็นการแย่งบอล การตัดบอล หรือการเข้าปะทะ
คิดรวมทั้งแปลกๆอยู่เช่นกัน เนื่องจากไม่มีวี่แววว่านักฟุตบอลวัย 27 ผู้นี้จะสถาปนาตัวเองเป็นมิดฟิลด์ตัวรับลำดับต้นๆของพรีเมียร์ลีกก่อนจะขายวิญญาณให้ภูติผีแดง อันเดร์ เอรร่า ไม่ใช่ผู้เล่นที่เป็นที่รู้จักโด่งดังอะไรล้นหลาม
ตอนยอดเยี่ยมในขุนศึกของ แอตเลติเตียนก บิลค่อย ชุดที่บุกมากำราบ แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในศึก ยูโรปา ลีก เมื่อฤดู 2011-12 ก็เกือบจะไม่มีใครรู้จักนักฟุตบอลผู้นี้สักเท่าไหร่ เพื่อนร่วมทีมของเขาเสียอีกอย่าง ฆาบี มาร์ติเตียนเนซ หรือ อีเคร์ มูเนียอิน ที่อยู่ในความพอใจจากชาวบ้านมากกว่าอย่างไรก็แล้วแต่ รู้เรื่องว่า แมนฯ ยูไนเต็ด คงจะแอบเฝ้าดูผู้เล่นคนนี้มาตั้งแต่ในขณะนั้นแล้ว
เดือนสิงหาคม 2013 ภายหลังจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ถูกแทนที่ด้วย เดวิด มอยส์ ได้ไม่นานเดือน – แมนฯ ยูไนเต็ด ติดต่อขอซื้อนักฟุตบอลชาวบาสก์แต่กำเนิดผู้นี้พร้อมคำแนะนำ 24 ล้านปอนด์แอต.มาดริด ยักไหล่ใส่โดยทันทีพลางพูดว่า…น้อยไป
เดือนมิถุนายน 2014 แมนฯ ยูไนเต็ด กลับไปที่ บิลค่อย อีกทีพร้อมค่าปรับที่มากขึ้นเรื่อยๆ ต่อรองกันอยู่นาน ก่อนจะตกลงกันพอดีราคาประมาณ 29 ล้านปอนด์ ซึ่งนับว่ามิใช่ค่อยเลยทีเดียว
รับตามตรงว่าตอนเลื้อยก้นมา แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆผมไม่รู้จะนักฟุตบอลผู้นี้มาก่อน ไม่เคยมอง ไม่เคยได้เห็น ไม่เคยพึงพอใจ สงสัยเป็นเนื่องจากผมมองบอล ลา ลีกา ของ สเปน ปีละเพียงแค่ 2 นัดหมายหมายถึงเอล กราซิหรูหรา ที่บ้านของ บาร์ซ่า กับ เอล กราซิหรูหรา ที่บ้านของ มาดริด 555
เมื่อถามข้อมูลที่ได้รับมาจากผู้รายงานข่าวสายกระทิงดุประจำกองบัญชาการซอคเก้อร์ก็ได้เรื่องแบบพอสังเขบว่า อันเดร์ เอรร่า เล่นในตำแหน่ง "มิดฟิลด์ตัวกลาง" โดยจัดอยู่ในชนิด "บ๊อกซ์ ทู บ๊อกซ์" คือวิ่งขึ้น-วิ่งลง ไม่กระจ่างว่าเป็นตัวรุกหรือตัวรับ ทำนองว่าคอยเชื่อมเกมด้วยความขยัน ทุ่มเท มีวินัย รวมทั้งใฝ่ความดี
ฤดูแรกในเครื่องแบบภูติผีแดง หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือคนใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด บากบั่นปรับเปลี่ยนระบบการเล่นแปรไปเรื่อยเริ่มต้นจาก 3-5-2 ก่อนเปลี่ยนมาเป็น 4-1-2-1-2 แบบไดมอนด์ ท้ายที่สุดมาลงตัวที่สูตร 4-1-4-1 ดาเล่ย์ บลินด์ แขวนเป็นมิดฟิลด์ตัวรับ โดยมี อันเดร์ เอรร่า กับ มารูยาน เฟลไลนี่ เป็นมิดฟิลด์ตัวรุกอยู่หลังศูนย์หน้า
ฤดูแรก นักฟุตบอลผู้มีใบหน้าคล้ายเหมือน "พี่น้อย" แห่งวงพรู ลงเล่นทั้งสิ้น 31 นัดหมายในทุกรายการ ยิงได้ 8 ประตู ซึ่งนับว่าเยอะที่สุดในอาชีพค้าแข้งของเขาเลยทีเดียว ตอนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด กลับเข้าไปอยู่ในท็อปโฟร์ได้เสร็จ
ฤดูต่อมา (ก็ซีซั่นที่แล้วนั่นแหละ) ท่านคุณครูหลุยส์เหมือนถูกธาตุไฟเข้าแทรกจนถึงประสาทแดร็กซ์ คิดมาก ฟุ้งซ่าน รวมทั้งปรัชญาขึ้นสมอง ว่าแล้วปรับระบบการเล่นอีกทีเป็น 4-2-3-1 โดยบากบั่นจะวาง อันเดร์ เอรร่า เป็น "หน้าต่ำ" หรือ "ผู้เล่นลำดับที่ 10"ปรากฏว่าเจอความไม่สำเร็จอย่างแรงเนื่องจาก "พี่น้อย" ไม่ใช่เพลย์เมคเก้อร์โดยชอบธรรมอยู่แล้ว แน่ๆสไตล์การเล่นของเขาไม่เหมือน พอล สวัวลส์ อย่างที่คนอีกหลายๆคนบากบั่นเอามาเปรียบเทียบ
เขาพลิกบอลไม่ได้ – ไม่มีความเร็ว ความสามารถส่วนตัวก็ไม่ได้สูงอะไรล้นหลาม การตะบันยิงก็ไม่ถึงกับเฉียบคมรวมทั้งเด็ดขาดอะไร ข้อดีอยู่ที่ความขยัน ทุ่มเท มีวินัย รวมทั้งใฝ่ความดี

ภายหลังจากไม่เวิร์ค หลุยส์ ฟาน กัล ก็บากบั่นเปลี่ยนผู้เล่นในตำแหน่งหน้าต่ำของระบบ 4-2-3-1 ไปเรื่อยจวบจนกระทั่งจะเจอคนที่ใช่ ซึ่งจนแล้วจนรอดก็ไม่เจอคนที่ใช่ ไม่ว่าจะเป็น อัดนาน ยานาไซ, เมมฟิส เดอขว้างย, เวย์น รูนี่ย์, ฆวน มาต้า, มารูยาน เฟลไลนี่ รวมทั้งเจสซี่ ลินการ์ด
เมื่อจับ อันเดร์ เอรร่า ลงมาเป็น 1 ใน 2 มิดฟิลด์ตัวกลางของระบบ 4-2-3-1 มันก็ยังขัดๆเขินๆชอบกล แถมตัวหลักในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางฤดูที่แล้วประกอบด้วย บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน, ไมเคิ่ล คาร์ริค ก่อนจะขยับ เวย์น รูนี่ย์ ลงมารับหน้าที่นี้อีกคน
"หน้าต่ำ" ก็ไม่เหมาะ 1 ใน 2 มิดฟิลด์ตัวกลางก็ไม่ใช่ ถ่างออกไปเล่นเป็นตัวขอบเส้นยิ่งไม่ใช่ใหญ่ ดูเหมือนจะไม่มีตำแหน่งไหนเหมาะสมกับ อันเดร์ เอรร่า ในระบบ 4-2-3-1 ชูยกเว้นจะเล่นเป็น 1 ใน 3 ของมิดฟิลด์ตัวกลางตามระบบ 4-3-3 นั่นแหละ
สถิติการทำแต้มในฤดูต่อมาของดาวเตะค่าตอบแทน 29 ล้านปอนด์ผู้นี้ ลดน้อยลงเหลือ 5 ประตู จากการลงในสนามทั้งสิ้น 41 นัดหมายในทุกรายการ
กระทั่งการมาของ โชเซ่ มูรินโญ่ รวมทั้งผู้เล่นใหม่อีก 4 หน่วย เอริก ไบยี่, เฮนริค มคิทาร์ยาน, ปอล ป็อกบา รวมทั้งซลาตัน อิบราฮิโมวิช
"มูมู่" นิยมสูตร 4-2-3-1 กับ 4-3-3 ตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งการมาของดาวเตะค่าตอบแทน 89 ล้านปอนด์ คงจะส่งผลเสียต่อ อันเดร์ เอรร่า โดยตรง
ความเป็นดาวเตะค่าตอบแทนแพงที่สุดในเมืองมนุษย์รับรองตำแหน่งตัวจริงของ "คุณป๊อก" โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ส่วนอีกตำแหน่งในดินแดนกึ่งกลางที่เหลือก็มีทั้ง มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน, ไมเคิ่ล คาร์ริค รวมทั้งบาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ เมื่อลองจัดผู้เล่นชุดที่เยี่ยมที่สุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อนเปิดฤดูนี้ ชื่อของ อันเดร์ เอรร่า คงจะตกสำรวจแค่นี้ยังไม่เพียงพอ
กว่า "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" จะค้นพบระบบการเล่น รวมทั้ง 11 ตำแหน่งที่สมควรลงตัวที่สุด เวลาก็ผ่านไปแทบครึ่งฤดู ซึ่งผลปรากฏว่า อันเดร์ เอรร่า จัดเป็นผู้เล่นระดับเสาหลักตกน้ำมันทั้ง 2 ระบบในสูตร 4-3-3 เขาคือ 1 ใน 3 มิดฟิลด์ตัวกลางร่วมกับ ปอล ป็อกบา รวมทั้ง ไมเคิ่ล คาร์ริค
สำหรับในสูตร 4-2-3-1 เขาคือใน 1 ใน 2 มิดฟิลด์ตัวกลางร่วมกับ ปอล ป็อกบา โดยคนที่หลุดจากตัวจริงในสูตรนี้คือคุณปลัดคาร์ริค
หน้าที่หน้าที่ในทั้ง 2 ระบบ คือบดบี้ทำลายเกมคู่ต่อสู้ให้สิ้นซาก ซึ่งพี่น้อยแกก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมากขึ้น
พิจารณาได้เลยครับว่า…บอลอยู่ที่แห่งไหน อันเดร์ เอรร่า ก็อยู่ที่นั่น ว่ารวมทั้งเลยปรับให้เป็นมิดฟิลด์ตัวรับอย่างสุดกำลังช่วยให้เพื่อนร่วมทีมอย่าง ปอล ป็อกบา ทำเกมรุกได้อย่างอิสระมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับช่วยให้ผู้เล่นวัยดึกอย่าง ไมเคิ่ล คาร์ริค ไม่ต้องออกแรงมากอีกต่างหาก เรียกว่าเป็นผู้ปิดทองหลังพระอย่างสมบูรณ์แบบ
ช่วงแรกๆของการสวมบทบาทนี้ พวกเราจะมองเห็นได้ว่าเขายังเข้าบอลออกจะโฉ่งฉ่างจนถึงชอบเสียฟาวล์โดยไม่จำเป็นเท่าๆกับได้ใบเหลืองเป็นประจำ คล้ายพอล สวัวลส์ เวลาเล่นเกมรับแต่หลังจากที่ลงเล่นในตำแหน่งนี้มากขึ้นท่านผู้ชมสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงคือเข้าบอลเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่เสียฟาวล์รวมทั้งโดนใบเหลืองแบบทึ่มๆเหมือนเก่า
ว่ารวมทั้งต้องชื่นชอบยอดกุนซืออย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เสกให้ผู้เล่นที่เหมือนจะไม่เข้ากันระบบการเล่นอะไรก็แล้วแต่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เปลี่ยนเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่ต้องมีให้ได้เฮียเครียดแกมองเห็นข้อดีของผู้ร่วมทีมชาวสเปนผู้นี้ว่าอยู่ที่ความขยัน ทุ่มเท วิ่งไล่ล่าพลางบดบี้ไม่มีหยุดบนความหน่วงหนักแบบถึงลูกถึงภรรยาจึงจับมาอาบน้ำแต่งตัวใหม่ให้เป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่มีความยอดเยี่ยมสมกับที่มีชื่อเสียงว่าเป็นเจ้าพ่อเกมรับจริงๆ

ภายหลังจากหมดสมัยของ ไบรอัน ร็อบสัน รวมทั้ง พอล อินซ์ ก็มี รอย คีน มารับช่วงหน้าในการเป็นมิดฟิลด์ตัวทำลายล้างของ แมนฯ ยูไนเต็ด
นับจาก รอย คีน ขับไล่ตัวเองออกจากเสื้อผ้าภูติผีแดง ดูเหมือนมิดฟิลด์ตัวรับที่มีความหฤห่ามแบบงี้จะสิ้นพันธุ์ไปจาก โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
ดาวเตะจอมแทงทะลุดาร์กซ์อย่าง อลัน สไม่ธ ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พยามปั้นให้เป็น "นิว คีโน่" ก็ไม่ใช่ เนื่องจากโหดเหี้ยมอย่างเดียวแบบไม่มีท่วงที
ไมเคิ่ล คาร์ริคW88ก็จัดเป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่บรรลุเป้าหมาย แต่ถ้าเอ่ยถึงสไตล์การเล่นนั้นก็นุ่มนิ่มรวมทั้งตุ๋มติ๋มไม่เหมือนกับลูกพี่คีโน่อย่างสิ้นเชิง

18 คะแนนที่ลบไปของ ลิเวอร์พูล

แล้วสิ่งที่ชาวหงส์หวาดผวาก็ยังคงเกาะกัดความรู้สึก กลุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ''แชมเปี้ยน'' ในกรุ๊ปท็อปเซเว่นโดยไม่เคยแพ้เลย ก็ยังมักจะต้องตกอยู่ใต้เครื่องหมายคำถามว่าทำไมถึงรีบสปีดไม่ขึ้นประจำยามปะทะกลุ่มกรุ๊ปข้างล่างของตาราง มันไม่ใช่หนแรก ครั้งสอง ครั้งสาม แม้กระนั้นมันบ่อยครั้งมากมายๆมีเสียงโห่เล็กๆถึง จอร์แดน ไอบ์ (What?) มีเสียงเชิดชูถึง ดิว็อค โอริกี้ ฉับพลันที่พุ่งชนจ่อๆให้ลิเวอร์พูลแซงนำ มีเสียงบ่นหนักแน่นถึงแท็กติกของ พบร คล็อปป์ อีกครั้ง ซึ่งจัดได้ว่าเป็นเหตุผลสำคัญเลยที่ทำให้เกมจบด้วยการเสมอ โยนชัยชนะทิ้งที่แอนฟิลด์
''คูว่ากล่าวนโญ่ป่วยตอนพักครึ่ง ผมเลยจะต้องแปลงออก มันเกิดเรื่องที่จำเป็นต้องทำ'' ชายผู้สวมแว่นทรงกลมตอบข้อสงสัย ถึงกระนั้นก็ยังมีคนไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้อง โฌแอล มาว่ากล่าวป ทำไมจะต้องปรับมาตึงเกมรับด้วยสามเซนเตอร์ฮาล์ฟ ทำไมไม่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ไม่ เบน วู้ดเบิร์น หรือ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ นี่บอร์นมัธ ไม่ใช่บาร์เซโลน่า…
''โอเค ผมแค่มองว่าบอร์นมัธมีกองหน้าสองคนที่มีความเร็ว ตอนที่ แดเนียล (สเตอร์ริดจ์) เพิ่งจะหายมาคงยังไม่เหมาะสมกับเกมชนิดนี้ ผมเลยเลือกแท็กติกอย่างงั้น'' ฟังแล้ว ตกผลึกเหมือนกันมั้ย
1. การที่แปลงมาใช้หลังสามด้วยการถอดนักฟุตบอลที่ฝากความคาดหมายได้มากสุดออกตั้งแต่นาที 65 ซึ่งเวลาที่เหลือขนาดนั้นยังไงก็นำเอาความเสี่ยงที่จะเสีย โดยเฉพาะยิ่งเมื่อตรึกตรองจากความเหนียวแน่นของเกมรับลิเวอร์พูลที่ผ่านมา
2. ถ้าสเตอร์ริดจ์ไม่เหมาะสมกับ ''เกมอย่างนี้'' ก็ไม่ควรใส่ชื่อเอาไว้ด้วยทุกสิ่ง เนื่องจากมันเสมือนทำข้อสอบแล้วจำไม่ได้ก็วงเดามั่วๆไป
3. ในเวลาที่โดน 2-2 ถึงด้านหลังเกมแต่เวลาก็ยังเพียงพอเหลืออยู่รวมทดเจ็บก็อย่างต่ำ 7 นาที ทำไมขอรับ เขาถึงคงนิ่งที่จะแก้ไขเหตุการณ์ มีสิ่งใดดลใจให้เชื่อว่าผู้เล่นที่อยู่ในสนามจะสามารถพังประตูที่สามได้
ซีซั่นนี้เว้นแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแล้ว สังเวียนของกลุ่มท็อปเซเว่นก็ล้วนทำให้กองเชียร์บอร์นมัธเดินทางกลับไปอยู่ที่บ้านที่แดนใต้ด้วยความชอกช้ำมาตลอด แพ้ 4-0 ที่เอว่ากล่าวฮัด, 3-1 ที่เอมิเรตส์, 3-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และก็ 6-3 ที่ข้าดิสัน พาร์ค ด้วยเหตุนี้แล้วด้วยประการทั้งปวง ลิเวอร์พูลควรจะเก็บสามแต้มให้ได้กับ ''เกมอย่างนี้'' การเจ็บของ ซาดิโอ มาเน่ ทำให้เกิดผลเสียแน่นอนฤดูกาลนี้พวกเขาไม่เคยกำชัยได้เลยยามไม่มีสตาร์คนเก่งกลุ่มชาติเซเนกัล (เสมอ 2 แพ้ 2) ถึงกระนั้นด้วยทรงของเกมอย่างคืนวันพุธ ด้วยความที่ช่วงหลังลงมาเร่งเครื่องจนบดออกนำไปเรียบร้อย ถ้ารักษาสกอร์มิได้ ก็จะต้องกระหน่ำเพิ่ม แต่สมาคมสีแดงแห่งเมอร์ซี่ย์ไซด์ทำมิได้สักอย่าง อีกอย่างหนึ่งการสันนิษฐานว่ากลุ่มของคล็อปป์มักแพ้ทางพวกมาอุด แม้กระนั้นนี่ไม่ใช่ บอร์นมัธภายใต้ผู้ฝึกสอนวัยรุ่น เอ็ดดี้ อาว มาแอนฟิลด์ด้วยการวางระบบ 4-4-2 มี โจชัว คิง กับ เบนิค อโฟเบ้ ยืนหัวหอก พวกเขามานะเซตเกมรุกบนพื้นสู้ แม้อาจมีบ้างที่คอยฉกความบกพร่องเข้าจู่โจมดุจอาทิเช่นลูกแรกที่ทำเป็น นี่ก็ไม่ใช่หนแรกที่เกิดอะไรอย่างนี้
วันเสมอซันเดอร์แลนด์ 2-2 ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ก็ถูกทีเด็ด พบร์เมน เดโฟ นาที 84 ต่อมาเสียทีคารังต่อสวอนซี 2-3 ทั้งที่อุตสาห์ฮึดเสมือนกลับมาได้แล้วและก็แน่ๆที่เดอะ ค็อปคงจำฝังใจก็คือเกมแรกที่เยือนบอร์นมัธต้นธ.ค. คำถามเป็นทำไมคุณถึงเก่งจังกับกลุ่มใหญ่ แม้กระนั้นมักปวกเปียกกับกลุ่มเล็ก???? พวกเขาเอาชนะคู่ต่อสู้กรุ๊ปท็อปเซเว่นได้ถึง 7 เกมจาก 12 แม้กระนั้นรู้มั้ยขอรับว่าสถิติกับการเผชิญหน้าพวก 8 กลุ่มข้างล่างของตารางลงไปเป็นอย่างไร 21 แต้มจาก 39 แต้มเต็ม หรือ 21 แต้มจาก 13 นัด ใช้สมองน้อยๆคำนวณเท่ากับว่ามีถึง ''18 คะแนนที่หายไป''ฤดูกาลนี้แพ้มาหมดแล้วตั้งแต่เบิร์นลี่ย์, บอร์นมัธ, สวอนซี, ฮัลล์ จนกระทั่งเลสเตอร์ สิตี้ ถ้าเพียงพอพบเชลซี, ท็อตแน่ม, แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล, แมนฯ ยูไนเต็ด จนกระทั่งเพื่อนพ้องข้างสวน เอฟเวอร์ตัน แทบยกขันหมากเชิญให้รีบมาพบเลยฟุตบอลมักมีอะไรแปลกๆเสมอ คล็อปป์ควรจะเคลื่อนสายตามองสเปอร์สซึ่งกำลังบีบคั้นเชลซีไม่ลดละ การที่พวกเขาโกงความตายมาได้อย่างเมื่อวันพุธ ซ้ำเติมว่าทำไมสองปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ถึงนำเอามาตรฐานป้วนเปี้ยนบนหัวตาราง ต่อเข้าข้างซีซั่นก่อนอาจคลอดสะดุดหัวคะมำก็ตาม พวกเขาแพ้ 3 เกมเท่านั้นให้กับลิเวอร์พูล, เชลซีและก็แมนฯ ยูไนเต็ดใช่ขอรับ เป็นเรื่องปกติที่ทำความเข้าใจกันได้ แต่เมื่อถึงแมตช์ที่จะต้องชนะก็ชนะ ขุนศึกตราไก่ของ เมาริสิโอ โปเช็ตว่ากล่าวโน่ ปัดกวาดไป 32 แต้มจาก 12 เกมยามพบกรุ๊ป 8 กลุ่มล่างของตาราง โดยทำตกหายไปแค่ 4 แต้ม… ผมเคยเขียนไปก่อนแล้วว่าถ้าออกทรงนี้ สู้มีผลงานกลางๆก็ได้เมื่อพบกลุ่มใหญ่ แล้วแบ่งอะดรีนาลีนพล่านไปใส่กับกลุ่มที่เหลือ มิฉะนั้นก็จะต้องมานั่งปรับทุกข์กัน เพราะเหตุว่ากลุ่มเล็กมีมากมายกว่า
จุดต่อมา ซีซั่นนี้พวกเขาเสียประตูจากเซตพีซไป 11 จากทั้งหมดทั้งปวง 39 ? ซึ่งแม้แต่แมนฯ ซิตี้ที่โดนวิภาควิจารณ์เรื่องความอ่อนยวบเกมรับ หรือว่าอาร์เซนอลก็ตาม ยังมีสถิติที่ดียิ่งกว่าด้านนี้ นี่ถือเป็นอีกสิ่งที่ใครก็ตามมาเจอก็ชอบซักซ้อมลูกตั้งเตะมารอโจมตี เนื่องจากคล็อปป์นิยมให้ลูกทีมคุมโซนมากกว่าประกบคน
ก่อนนี้มีการกางเปรียบผลงานของ เบรนแดน ร็อดพบร์ส กับคล็อปป์ ซึ่งก็เกือบจะไม่ได้ต่างอะไรกัน แม้กระนั้นก็มีคนชูข้อความสำคัญว่าศักยภาพของกลุ่มวัดกันทุกข์ยากลำบาก เพราะเหตุว่ายุคก่อนมีบ่าสองข้างของ หลุยส์ ซัวเรซ ที่แบกภาระทุกสิ่งทุกอย่างของกลุ่ม มาถึงยุคนี้แบ่งภาระหน้าที่กระจายมากกว่ายังไงก็ดี ลิเวอร์พูลเป็นสมาคมที่ผูกติดการบรรลุผลตลอดมา

พวกเขาอาจไม่เคยไปถึงโทรฟี้พรีเมียร์ลีก แม้กระนั้นก็ทำเป็นใกล้เคียงมา 2-3 ทีตั้งแต่ยุค ราฟา เบนิเตซ มาถึงร็อดพบร์ส ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีการพรีเซ็นท์รูปแบบเด่นชัด มีผู้เล่นที่ซึ่งพูดได้ว่าเป็นตัวดารานำชายระดับทวีป
คูว่ากล่าวนโญ่, ฟีร์มีโน่ และก็มาเน่ ไม่ใช่ไม่เก่ง แม้กระนั้นเชื่อว่าสาวกหงส์เองก็ย่อมตรึงตรากับกลุ่มที่มี เฟร์นานโด ตอร, สตีเว่น พบร์ราร์ด, ชาบี อลอนโซ่, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ เหมือนกันกับกลุ่มที่นำโดยหัวหอกฟันเหยินเลขลำดับเจ็ด
ซัมเมอร์นี้คล็อปป์ประกาศแล้วว่าซื้อแน่…ผมเอาคำถามเดียวกันนี้คุยกับเดอะ ค็อปก่อนเกมวันพุธ มีอยู่คนพูดน่าตกใจอย่างนี้ขอรับ ''ผมต้องการเห็นทีมซื้อ 6 คน พวกเราจะต้องแปลงใหม่และก็มีผู้เล่นสำรองชดเชย ผู้รักษาประตู เซนเตอร์ฮาล์ฟ แบ็กซ้าย กองกลาง ตัวริมเส้น และก็กองหน้า''
ความน่าจะเป็นที่จะเห็นผู้ฝึกสอนที่ลุ่มหลงเพลงเฮฟวี่ทุ่มยกแผง จ่ายหนักๆก็น่ารู้ดีว่ามีมากแค่ไหนกัน ต่อมาถ้าติดตามบทสัมภาษณ์ของเขาตลอดก็น่าจะทายใจหัวใจได้ไม่ยากว่าเขาเองก็พึงพอใจต่อกลุ่มที่มีพอควร ด้วยเหตุนี้แล้วช่องทางที่จะซื้อกี่คน ใช้งบมากแค่ไหนก็คงขึ้นกับว่าสุดท้ายจบอันดับมากแค่ไหนในตาราง
โปรแกรมที่เหลือจากนี้อีก 7 เกม : สโต๊ค, เวสต์บรอมวิช, พาเลซ, วัตฟอร์ด, เซาธ์แฮมป์ตัน, เวสต์แฮม และก็โบโร่
ถ้าเป็นคอนเต้หรือโปเช็ตว่ากล่าวโน่ก็คงลูบคลำปาก ทว่านี่เป็น ''ของแสลง'' สำหรับลิเวอร์พูลศักราชนี้ แน่ๆก็ถือเป็นเจ็ดเกมที่จะชี้ขาดผู้ฝึกสอนอย่างคล็อปป์เพราะว่า ภายหลังได้คุมสุดกำลังผ่านมาหนึ่งฤดูกาลควรจะให้เกรดที่มากแค่ไหนกัน 18 แต้มที่หายไป… จำเป็นต้องอุตริฝันน้ำลายเยิ้มว่าเก็บได้หมดเลย เอาแค่ครึ่งเดียวจากนั้น เพราะเหตุว่าถ้าทำเป็นเดี๋ยวนี้ลิเวอร์พูลจะอยู่ที่สองตามหลังผู้นำฝูงเชลซีเพียงแต่ 3 แต้ม

แฟนแมนยู!เวย์น รูนีย์ หายเจ็บกลับมาลงสนามซ้อมแล้ว

เวย์น รูนีย์ กัปตันของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หายจากอาการบาดเจ็บลงฝึกซ้อมได้อีกครั้ง ก่อนจะบุกเยือน แซงต์ เอเตียนในศึกยูโรปา ลีก รอบ 32 ทีม นัดสอง

 โชเซ มูรินโญ นายใหญ่ของทีมเผยก่อนหน้านี้ ว่าเขาไม่แน่ใจว่า หัวหอกวัย 31 ปี จะกลับมาฟิตทันนัดชิงชนะเลิศของถ้วยอีเอฟแอล คัพ หรือไม่ หลังจากที่นักเตะได้รับบาดเจ็บ ทำให้ไม่ได้ลงเล่นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

นับเป็นข่าวดีอย่างยิ่งของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ล่าสุด หัวหอก ทีมชาติอังกฤษ หายจากอาการบาดเจ็บสามารถลงซ้อมได้แล้ว ซึ่งอาจมีชื่อเป็นผู้เล่นในเกมยุโรปวันพฤหัสบดีนี้

จ่ามูเซงผีสังเวย มิคกี้,คาร์ริค เข้ารอบยุโรป้า 32 ทีม

โจเซ่ มูรินโญ่ นายใหญ่ฝีปากกล้าของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คาดว่าเขาจะหมดสิทธิ์ใช้งานเฮนริค มคิทาร์ยาน กับ ไมเคิล คาร์ริค ในเกมนัดชิงอีเอฟแอล คัพ กับ เซาแธมป์ตัน ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้โดยทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บในเกมเยือน แซงต์-เอเตียน ในศึกยุโรป้า ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายเมื่อคืนที่ผ่านมา

 

เฮนริค มคิทาร์ยาน และ ไมเคิล คาร์ริค ได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ระหว่างเกมการลงเล่นก่อนสุดท้ายจะโดนเปลี่ยนตัวออกไปในศึกยุโรป้า ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายกับ แซงต์-เอเตียน ผลปรากฏว่า แมนยูบุกไปชนะด้วยคะแนน 1-0 ผลสกอร์ร่วม 4-0 ผ่านเข้ารอบต่อไป

 

''ผมไม่ได้ยืนยันนะ แต่ผมคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะไหว''

จ่ามู ให้กําลังใจรานิเอรี่หลังโดนเลสเตอร์ ซิตี้ปลด

 

จ่ามู นายใหญ่ฝีปากกล้าของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาให้กําลัง เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือของจิ้งจอก ที่เพิ่งโดนปลดไป

จิ้งจอก เพิ่งประกาศไล่ออกเคลาดิโอ รานิเอรี่ออกจากการเป็นผู้จัดการทีมเมื่อคืนที่ผ่านมา

โดย  มูรินโญ่ ได้โพสต์ให้กําลังใจ รานิเอรี่ เมื่อทราบข่าวว่าเขาโดนปลด ''ไม่มีใครลบประวัติศาสตร์ที่นายเขียนขึ้นมาได้ แชมป์พรีเมียร์ และ ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า''

พบข้อความไล่ เจ๊ในงานประท้วง”ทรัมป์”

มีรายงานแผ่นภาพปรากฏข้อความขับไล่ เหี่ยว หัวเรือของอาร์เซน่อล ในงานเดินขบวนประท้วง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในประเทศอังกฤษ

 

เวนเกอร์ โดนกระแสขับไล่อย่างหนักจากผลงานที่พาเดอะกันเนอร์บุกไปโดนบาเยิร์น มิวนิคถล่มยับมา 1-5 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

 

แม้เกมล่าสุดพวกเขาจะผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเอฟเอ คัพไปได้ด้วยการชนะ ซัตตัน ยูไนเต็ด ไป 2-0 แต่ก็ไม่ได้สร้างความประทับใจให้กองเชียร์ปืนใหญ่แต่อย่างใด

 

โดยในงานประท้วง ทรัมป์ ในประเทศอิงลิชกับพบแผ่นภาพปรากฏข้อความขับไล่ อาร์แซน เวนเกอร์ มาด้วยสร้างความประหลาดใจให้ผู้พบเห็น

อีสเซลิค ผิดหวังเกรียนโอ้เหมือนไม่อยากเล่นให้ทีม

วาเลนติน อีสเซลิค มิดฟิลด์ นีซ เผยผิดหวังกับพฤติกรรมของ มาริโอ บาโลเตลลี ที่ดูเหมือนไม่อยากลงเล่นช่วยทีม
บาโลเตลลี ป่วยเป็นหวัด จึงไม่มีชื่ออยู่ในแมตซ์ เมื่อคืนนี้ที่เสมอกับแรนส์ 2-2 ซึ่งก่อนหน้านี้ ลูเซียง ฟาฟร์ เฮดโค้ช ของ ทีม  เพิ่งดร็อปเขาให้เป็นตัวสำรองในนัดพบกับแซงต์ เอเตียน ล่าสุด เนื่องจากไม่พอใจที่เขาไม่ชอบลงมาช่วยเกมรับ
ไม่เพียงแค่ เฮดโค้ชของทีมที่มีความเห็นเช่นนี้ อีสเซลิค เพื่อนร่วมทีมของบาโลเตลลี ก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน
"ผมคิดว่าเขาดูเหมือนไม่อยากลงเล่นกับเรา น่าผิดหวังจริงๆ เราสมควรได้ใช้ความสามารถของเขาในเกมเช่นนี้"

บาร์เซโลน่า ซวย”บิดัล”ปิดฤดูกาลก่อนเพื่อน

อเล็กซ์ บิดัล แบ็คขวาของ เจ้าบุญทีม ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงในเกมบุกคว้าชัย อลาเบส

บิดัล กองหลังชาวสเปน ของ เจ้าบุญทีม ข้อเท้าหักหลังจังหวะประทะกับนักบอลของ อลาเบส

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดช่วงท้ายเกมในนัดบาร์เซโลนาบุกชัยชนะ ด้วยสกอร์ 6-0 ในจังหวะที่แนวรับวัย 27 ปี พุ่งเข้าเสียบบอลปะทะกับ ธีโอ เอร์นานเดซ ส่งผลให้ขั้นข้อเท้าหัก บิดงอ อย่างเห็นได้ชัดเจน

ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่เขาต้องจบฤดูกาลนี้ เนื่องจากต้องพักรักษาตัวระยะยาวอย่างแน่นอน

รถด่วน เผยรู้สึกดีใจหลังได้รับการขยายสัญญา

อันโตนิโอ วาเลนเซีย แบ็คขวาของ ปีศาจแดง เผยยังมีความสุขมากหลังได้ต่อสัญญากับต้นทีม

นักเตะทีมชาติเอกวาดอร์ ได้รับการต่อสัญญาออกไปอีก 1 ปี กับปีศาจแดงโดยเขายอมรับว่าเขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมากหลังได้รับคำชมจาก โชเซ่ มูริญโญ่ ผู้จัดการคนเก่งของทีม ว่าเป็นหนึ่งในแบ็คขวาที่ดีที่สุดในโลก และวาเลนเซีย  ยังหวังที่จะอยู่กับปีศาจแดงต่อไปให้มากสุดเท่าที่จะทำได้ อาจจะอีก 5-6 ปีหลังจากนี้

"ผมเพิ่งต่อสัญญาใหม่ ผมรักสโมสรและเมืองนี้มาก ครอบครับผมก็ชอบอยู่ที่นี่ ผมอยากอยู่ที่นี่ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจจะ 5 หรือ 6 ปี"